The St.Regis Bangkok

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

สวัสดีครับ ผมเปียง ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วง THE HOTEL IN THE SPOTLIGHT ของผมกันอีกครั้งครับ ล่าสุดผมได้รับคำเชิญไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่โรงแรม The St. Regis Bangkok สำหรับผม ที่นี่นับว่าเป็นโรงแรมหรูอีกแห่งที่ผมรู้จักชื่อเสียงมาเป็นเวลานานมากๆแล้ว เหตุผลข้อแรก เพราะที่นี่อยู่ในย่านใจกลางเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ ราชกรีฑาสโมสร และแนว BTS ราชดำริ ซึ่งใกล้กับคณะแพทยศาสตร์สมัยที่ผมเป็นนิสิต ตอนนั้นผมเดินผ่านหน้าโรงแรมแห่งนี้อยู่เสมอๆ เหตุข้อที่สอง ที่นี่เป็นที่รู้กันในเรื่องความหรูหรามีระดับ และสิ่งที่เรียกว่า ‘อีกระดับของการบริการ’ แม้อยู่ใกล้แค่ข้ามฝั่งถนน แต่ผมไม่เคยได้เข้าไปพักเลยสักครั้ง ครั้งนี้มีโอกาสมารับประสบการณ์การพักผ่อนที่นี่ ตลอดเวลา 2 วัน 1 คืน มีอะไรน่าประทับใจหลายๆอย่างจนผมอยากมาเล่าต่อให้คุณฟัง

ก่อนที่ผมจะพาไปชมที่นี่ทั่วๆ ผมอยากจะเล่าถึง brand story ก่อนครับ เพราะที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆหลายอย่างด้วยกัน The St. Regis เป็นหนึ่งในเครือโรงแรมหรูระดับ high-end ที่มีสาขาในหลายๆ เมืองใหญ่ของโลก เป็นของตระกูล Astor ก่อตั้งโดย John Jabob Astor IV นักธุรกิจผู้ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ หลายๆคนอาจจะเคยเห็นท่านในหนังมาแล้วครับ เพราะท่านผู้นี้ปรากฏในรายชื่อว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดบนเรือ Titanic แน่นอนว่า มีตัวละครชื่อนี้ในหนังเรื่อง Titanic ที่เราเคยดูด้วยนะครับ โรงแรมออกแบบมาอย่างประณีตด้วยเรื่องราวแรงบันดาลใจจากรสนิยมและชีวิตประจำวันของแม่ท่านอีกทีหนึ่ง Mrs.Caroline Astor หรือ Mrs.Astor ผู้ที่ได้รับการกล่าวขนานนามว่าเป็นท่านผู้หญิงแห่งอเมริกา The St. Regis ออกแบบเพื่อให้สังคมชนชั้นสูงได้มาพบปะกัน เป็นสถานที่แห่งความบันเทิง งานเฉลิมฉลอง งานเต้นรำ และงานเลี้ยงอาหารค่ำ

ที่นี่ได้รับการขนานนามมาว่าเป็น ‘โรงแรมที่มีความประณีตที่สุดในโลก’ ได้มีการสร้างระบบการบริการแบบเฉพาะบุคคล ในรูปแบบของ butler หรือ ผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะคอยดูแลเราตลอดช่วงเวลาการพักผ่อนที่ The St. Regis ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถช่วยเหลือได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การจัดเก็บเสื้อผ้า สัมภาระกระเป๋าเดินทาง รีดผ้า จัดหาเครื่องดื่ม ขัดรองเท้า และอีกมากมาย นอกจากนี้ สิ่งที่ผมประทับใจตั้งแต่ก่อนรู้ประวัติศาสตร์เห็นจะเป็นเรื่องสถาปัตยกรรมครับ ความเรียบหรูโดดเด่นจากระยะไกลด้วยตัวอาคารที่ตกแต่งด้วยแถบอลูมิเนียมสีขาวระหว่างชั้น หากลองไปสังเกตใกล้ๆ จะเห็นความผสมผสานของพื้นผิวแสตนเลสกับหินแกรนิตสีดำ ผสมกระจกสูงโปร่งในการออกแบบ ออกมากลายเป็นโรงแรมท่ีหรู สวยทันสมัยแบบไม่สนกาลเวลา ผมชอบความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และความใส่ใจของที่นี่มาก

เอาล่ะครับ ถึงเวลาแล้วที่ผมจะพาทุกๆคนไปสัมผัสประสบการณ์ในโรงแรมแห่งนี้พร้อมๆกัน สถานที่ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวจากอดีตอันรุ่งโรจน์ หวือหวา และสมบูรณ์แบบ สู่สมัยปัจจุบันโดยยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิคแบบดั้งเดิม ตามแบบฉบับ Mrs.Astor

เปียง
#PYONGXSTREGISBKK #STREGISBKK
#PYONGDOCTOR

INSTAGRAM – pycaptain
YOUTUBE CHANNEL – PYONG : Traveller X Doctor
TWITTER – @pyongdoctor

Director – Kantaphong Thongrong
Assistant Content Creator & Assistant Photographer – Amarin Laohajirapan


เปิดด้วยภาพจากห้องนอนของผมที่ชั้น 20 The St. Regis Bangkok


มุมหนึ่งจากสระน้ำของโรงแรม บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ก่อตั้งเป็นอย่างดี


ผมกับระเบียงชั้น 12 ในช่วงพระอาทิตย์ตก เรามาชมพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ โดยมีวิวของราชกรีฑาสโมสรอยู่ด้านหลัง


อีกมุมสวยๆจาก The St. Regis Bangkok


1 p.m.
ผมเดินทางมาถึงบริเวณหน้าโรงแรม The St. Regis Bangkok ที่นี่เป็นหนึ่งในโรงแรมไม่กี่แห่งของไทยที่มีทางเชื่อมเข้าสู่ BTS โดยตรง

John Jabob Astor IV ได้ก่อตั้ง The St. Regis โรงแรมที่หรูหราที่สุดบนถนน Fifth Avenue โดยแรงบันดาลใจมาจากโรงแรมสุดหรู
ในยุโรปที่ ณ ตอนนั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก The St. Regis จึงกลายเป็นโรงแรมที่คนรวยมักจะเข้ามาพักกัน ซึ่งมีราคาที่สูงมากถึง
21,000 ดอลลาร์ต่อคืน

John Jacob Astor IV ท่านคือหนึ่งในคนที่อยู่บนเรือไททานิค จากหนังที่เราเคยดูกันครับ สมาชิกบนเรือในเรื่องทุกคนมีประวัติในเรื่องจริงทั้งหมดเลย ในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2455 คือการเริ่มเดินทางข้ามสมุทรแอตแลนติก เนื้อเรื่องเหมือนในหนังเลยครับ จนล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2455 เรือไททานิคได้พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็ง เขาได้เสียชีวิตลงในเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น หลังจากช่วยภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของเขาหลบหนีลงสู่เรือชูชีพได้สำเร็จ จากนั้นเป็นต้นมาครอบครัวของ John Jacob Astor ได้สนับสนุนในการสานต่อธุรกิจโรงแรม The St. Regis โดยขยายสาขาออกไปในทั่วโลก


เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์และเป็นการสืบสานประเพณี คือการมีผู้ช่วยส่วนตัว (Butler) ซึ่งจะดูแลเราตลอดการเข้าพัก สามารถติดต่อได้ตลอดเวลาเพื่อช่วยเหลือทุกๆอย่างที่เราต้องการ หลังจากเช็คอินเรียบร้อย บัตเลอร์จะมาช่วยเหลือเราถึงที่ห้องครับ ผมไม่ได้ขอให้บัตเลอร์ช่วยอะไรมากในวันนั้น หลังจากอธิบายเกี่ยวกับห้อง และบอกวิธีการใช้งานอุปกรณ์ในห้องต่างๆแล้ว บัตเลอร์ของผมยันยันที่จะอาสาช่วยผมเอาของออกจากกระเป๋าเดนทาง แขวนเสื้อที่ยับง่ายทั้งหมด และนำไปรีด และยืนกรานที่จะช่วยเอารองเท้าหนังของผมไปขัดเงาให้


ห้องที่ผมพักชื่อ Caroline Astor Suite ตั้งชื่อตามแม่ของผู้ก่อตั้ง ทุกๆอย่างในห้อง จะออกแบบตามแบบที่ Mrs.Astor ชอบ มีมุมทำงาน มุมรับแขก มุมมินิบาร์ ห้องน้ำ และห้องแต่งตัวแบบ walk in


ห้องนี้โดยปรกติ จะโดนจองเต็มตลอดในช่วงเทศกาล เพราะเป็นห้องที่สามารถเห็นวิวได้จาก 2 ทิศทาง จากมุมในห้อง สามารถเห็นได้ทั้งตึกใบหยก และ ตึกมหานครในที่เดียว


วิวจากตรงนี้ทำให้สามารถมองเห็นราชกรีฑาสโมสรได้ชัดเกือบทั้งสนาม


2 p.m.
หลังจากนำกระเป๋ามาเก็บที่ห้องแล้วผมลงมาทาน Afternoon tea ของที่นี่ นับเป็นประเพณีของชนชั้นสูงในมื้อรองท้องก่อนดินเนอร์ครับ จัดมาเพื่อการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในเวลาว่างยามบ่าย เริ่มจากของคาวด้านล่างและไล่ขึ้นมาเป็นของหวานในแต่ละชั้น เมนูซิกเนอเจอร์ทั้งของคาวและของหวานที่อยู่ตรงหน้า คือ บอสตันล็อบสเตอร์ต้มยำในขนมปัง พัฟมูสตับเป็ด (ตัวนี้ผมชอบมากๆ ไม่เลี่ยนและไม่คาวเลย) นอร์วีเจียนแซลมอนมัสตาร์ดน้ำผึ้ง คาโนลี่ส้ม และยังมีอีกหลายอย่างอีกมากครับ


สำหรับชุด Afternoon tea ต่างๆนะครับจะมีการจัดตามเทศกาลครับ มีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นระยะๆ


ลิ้นจี่ปั่นเป็นเมนูลับของที่นี่นะครับ อร่อยสดชื่นอย่าบอกใคร


3 p.m.
กลับขึ้นไปที่ห้องกันก่อน ถึงเวลาแต่งหล่อไปดินเนอร์ช่วงทุ่มนึงที่ทางโรงแรมจัดให้ครับ บัตเลอร์มาช่วยเตรียม bathtub ให้


แช่น้ำอุ่นกับฟองสบู่กับวิวบนนี้นี่ไม่ธรรมดาเลยครับ


หล่อหรือยัง


5 p.m.
ในช่วง 5 โมงเย็นผมลงมาที่ Decanter เลาญจน์เท่ๆ ในคอนเซ็ปต์แมนๆ โดย จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล มีการตกแต่งอย่างประณีต และการบริการที่เป็นมืออาชีพครับ สำหรับใครที่หลงใหลในการดื่มไวน์


นอกจาก snack แล้วเรายังสามารถดื่มด่ำไปกับโลกของไวน์ได้อย่างเต็มที่ครับ เพราะที่นี่มี Sommelier หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์มาคอยให้คำปรึกษาและแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับไวน์ สำหรับกิจกรรมห้องนี้ Snacks and refreshments ก่อนมื้อค่ำครับ ได้มารองท้องอีกทีพร้อมกับได้คุยเรื่องไวน์ไปด้วย


6 p.m.
พิธีการ Champagne Sabering เป็นการเปิดแชมเปญด้วยดาบ ตามแบบฉบับดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมาซึ่งที่ The St. Regis Bangkok นำกิจกรรมเหล่านี้มาแสดงให้ทุกวันก่อนพระอาทิตย์ตก เวลา 6 pm เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน อย่างที่เห็นครับ แคมเปญหนึ่งขวด พร้อมดาบยาว


พวกเราจะได้เห็นวิธีการเปิดที่แปลกตาเฉพาะที่นี่เท่านั้นครับ


นึกถึงประโยคนี้ครับ to make each day count โดย Jack Dawson จาก Titanic


7 p.m.
ห้องอาหาร JoJo Italian เมนูอิตาเลียนสไตล์คลาสิค เป็นสถานที่ดินเนอร์ของผมในวันนี้


ภายในตกแต่งออกมาได้สวยงาม อลังการครับ


ผมบังเอิญมาพอดีเวลาได้เจอกับ Michelin star chef – Nicola Risso เชฟผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องอาหารสไตล์อิตาเลี่ยน โดยทั่วไปจะมีการเชิญ Michelin star chefs มา collab เดือนละ 1 ครั้ง ถึง 2 เดือนครั้ง ตลอดปี


วันนี้ผมได้จัด 6-Course Wine Pairing Dinner ที่มีการผสมผสานความเป็นเอเชียของบ้านเรารวมเข้ากับสไตล์อิตาเลี่ยนเข้าด้วยกัน แปลกแต่ลงตัวมากๆครับ การทานแต่ละเมนูจะทานคู่กับไวน์ที่เหมาะกับอาหารในจานนั้นๆ


To make each day count


กลับมาที่ห้องเคลียร์งานค้างเล็กๆน้อยๆ ก่อนนอนครับ


7 a.m.
ตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูเรียกครับ และนี่คงเป็นสิ่งที่ทำผมเซอไพรส์ที่สุดที่นี่ๆ ที่เห็นอยู่นี้คือ Beakfast in Bed พอถึงเวลาตื่นทางโรงแรมจะมีอาหารเช้าเซ็ทโตมาเสิร์ฟถึงบนห้อง ไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังมาตั้งให้ถึงที่เตียงพร้อมด้วยกาแฟร้อนๆ


เจ๋งสุดๆไปเลยนะครับ


ตื่นเต้นกับหน้าตาอาหารในวันนี้ instagramable มากๆ


9 a.m.
ที่นี่มีกิจกรรมต่างๆ ครบถ้วนทุกมิติ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จลงไปสำรวจสระน้ำกันซักเล็กน้อย


ผมคิดว่าสระน้ำที่นี่ดูมีเสน่ห์มาก ด้วยการตกแต่งไปในโทนสีดำเทาด้วยหินแกรนิต กับตีมแบบ The St. Regis ทำให้ที่นี่กลายเป็นสระน้ำที่เท่เป็นเป็นพิเศษ


อยากให้ลองชิมน้ำมะพร้าวของที่นี่ อร่อยมาก หวานมาก เป็นอีกมุมที่น่ามานั่งพักผ่อนครับ


10 a.m.
กิจกรรมต่อยมวยก็เช่นกัน เป็นกิจกรรมพิเศษที่ผมเห็นว่าเจ๋งมาก เพราะน้อยมากที่จะเกิดขึ้นในโรงแรม มีสังเวียนในฟิตเนส พร้อมเทรนเนอร์ฝึกเป็นคู่ซ้อมให้ผมด้วย ผมได้มีโอกาสใช้สกิลมวยไทยที่เคยเรียนมามาลองอีกสักครั้งที่นี่ ผลลัพธ์คือร่วงไม่เป็นท่า เหนื่อยมากครับ แต่ก็สนุกมากเช่นกัน เป็นการคาดิโอไปในตัว


ก็ไม่แย่นะครับ


11 a.m.
ก่อนจะจากจากที่นี่ไป ทางโรงแรมอนุญาตให้ผม late check out ครับ ผมไปใช้บริการ Elemis spa เป็นแห่งสุดท้ายก่อนกลับ ที่นี่เป็นสปาพรีเมียมที่ตั้งอยู่บนวิวหลัก 100 ล้านแบบนี้ หลังจากเลือก option ในการนวดแล้ว (ผมเลือก deep tissue massage เน้นที่คอบ่าไหล่) จะมีห้องที่เรียกว่า relaxing room จะพบ Jacuzzi ขนาดใหญ่ ที่มีทั้งบ่อร้อนและบ่อเย็น กับห้อง steam ที่คุมอุณภูมิไว้ที่ 40 องศา เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรแห่งการผ่อนคลายอย่างแท้จริง


วิวจากข้างบนนี้สวยมากครับ


1 p.m.
กลับมาที่ห้องอีกครั้งครับ ของแพ็คเก็บเรียบร้อยแล้ว โดยมีบัตเลอร์มาช่วยในขั้นตอนนี้


เป็น 24 ชั่วโมง ที่สร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้ผมในทุกๆมิติครับ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ ที่พัก อาหาร และการบริการ เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับวันนี้ผมขอตัวไปเตรียมตัวสำหรับทำงานพรุ่งนี้ก่อน แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้านะครับ ยังมีอะไรมาเล่าให้ฟังอีกมากมายเลยครับ

ลืมอะไรไปหรือเปล่า กด see first ให้เพจผมหรือยัง

เจอกันครับ

รัก, เปียง

Leave a comment